แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข้อสอบเก่าอาญา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข้อสอบเก่าอาญา แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ข้อสอบเก่าอาญา สมัย 57

ข้อ 1. นายต้นถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีอาญา นายต้นกลัวว่า ศาลจะพิพากษาลงโทษจำคุก จึงไปปรึกษานายส่งซึ่งเป็นลูกจ้างชั่วคราว ทำหน้าที่เก็บสำนวนคดีอยู่ที่ศาลนั้นซึ่งรู้จักกันมาก่อน นายส่งได้พูดว่ารู้จักผู้พิพากษาในคดีที่นายต้นถูกฟ้อง เคยเสนอสำนวนให้ท่านพิจารณา หากนายต้นให้เงินตน 100,000 บาท ก็จะขอให้ศาลพิพากษารอการลงโทษแก่นายต้น แต่นายส่งมิได้ระบุชื่อผู้พิพากษา นายต้นจึงมอบเงินจำนวน 100,000 บาท แก่นายส่ง ต่อมาศาลพิพากษาลงโทษจำคุกนายต้น นายต้นจึงทราบว่านายส่งมิได้วิ่งเต้นให้ตนเลย เพราะนายส่งไม่เคยรู้จักผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน เหตุที่นายส่งแอบอ้างเพราะเข้าใจว่าคดีประเภทนี้ศาลมักจะรอการลงโทษอยู่แล้ว นายต้นจึงไปต่อว่านายส่งว่าทำให้ตนเสียหายต้องโทษจำคุกและขอเงินคืน นายส่งอ้างว่ามิได้กระทำความผิดแต่อย่างใดและไม่ยอมคืนเงิน 100,000 บาทให้ ให้วินิจฉัยว่า นายส่งจะมีความผิดฐานใดหรือไม่ และเงินจำนวน 100,000 บาท จะริบได้หรือไม่
ธงคำตอบ การที่นายส่งเรียกและรับเงินไปจากนายต้นเป็นเงินจำนวน 100,000 บาท เพื่อเป็นการตอบแทนโดยอ้างว่าจะนำไปใช้จูงใจเจ้าพนักงานในตำแหน่งผู้พิพากษาโดยวิธีการอันทุจริตให้กระทำการในหน้าที่พิพากษาคดีโดยรอการลงโทษแก่นายต้น ในคดีอาญาที่นายต้นถูกฟ้อง แม้จะมิได้ระบุชื่อผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาพิพากษาคดีของนายต้นและไม่ได้ไปจูงใจผู้พิพากษาในการกระทำการในหน้าที่ให้เป็นคุณแก่นายต้นก็ตาม การกระทำของนายส่งก็ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143 (เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7695/2543)ส่วนเงินจำนวน 100,000 บาท เป็นทรัพย์ที่ได้ให้ตามความในมาตรา 143 จึงต้องริบเสียทั้งสิ้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 34 (1)

ข้อ 2. นายชมต้องการฆ่านายชัย จึงส่งจดหมายไปถึงนายชิตมือปืนรับจ้างให้ฆ่านายชัย ต่อมานายชมเปลี่ยนใจไม่ต้องการฆ่านายชัยโดยเพียงต้องการทำร้ายเท่านั้น จึงส่งจดหมายอีกฉบับหนึ่งถึงนายชิตมีใจความว่า ขอยกเลิกข้อความในจดหมายฉบับแรกทั้งหมดและให้นายชิตไปคอยดักทำร้ายนายชัย ปรากฏว่าจดหมายฉบับแรกหายกลางทางไปไม่ถึงมือนายชิต แต่นายชิตได้รับจดหมายฉบับที่สอง โดยไม่รู้เรื่องในจดหมายฉบับแรกเลย และได้ไปคอยดักทำร้ายนายชัยตามที่นายชมว่าจ้าง เมื่อนายชัยเดินทางมาถึง นายชิตซึ่งแอบอยู่ก็ตรงเข้าใช้ไม้ตีทำร้ายนายชัย เป็นเหตุให้นายชัยล้มลงศีรษะฟาดพื้นถึงแก่ความตายให้วินิจฉัยว่า นายชิตและนายชมมีความผิดฐานใดหรือไม่
ธงคำตอบนายชมไม่ต้องรับผิดฐานเป็นผู้ใช้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84 ในความผิดฐานฆ่านายชัยเพราะเมื่อจดหมายฉบับแรกหายกลางทางและนายชิตไม่รู้ข้อความใด ๆ ในจดหมายฉบับแรกเลย จึงยังไม่มีการใช้ให้ไปฆ่า นายชมจึงไม่ต้องรับโทษหนึ่งในสามของโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) แต่อย่างใดนายชิตไปดักทำร้ายนายชัยตามที่รับจ้างมา เป็นการทำร้ายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เมื่อนายชัยถึงแก่ความตายอันเป็นผลโดยตรงจากการทำร้าย นายชิตจึงมีความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคสองนายชมมีความผิดเช่นเดียวกับนายชิตโดยเป็นผู้ใช้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84 แม้นายชัยจะถึงแก่ความตายแต่ก็เป็นการกระทำภายในขอบเขตของการใช้ ซึ่งผู้ใช้ต้องรับผิดในผลที่เกิดขึ้นนั้นด้วยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 87

ข้อ 3. นายอ้วนกับนายผอมเคยมีเรื่องทะเลาะวิวาทกันมาก่อน วันเกิดเหตุนายอ้วนไปท้าทายนายผอมโดยพูดว่า "มึงออกมาต่อยกับกูตัวต่อตัว ถ้าแน่จริง" นายผอมเดินออกจากบ้านไปพบนายอ้วนโดยพกอาวุธปืนสั้นไปด้วย นายอ้วนชักมีดออกมาเพื่อจ้วงแทงนายผอม จึงถูกนายผอมใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงในระยะ 2 เมตร ถูกนายอ้วนที่หน้าอกจำนวน3 นัด นายอ้วนได้รับอันตรายสาหัสให้วินิจฉัยว่า นายผอมมีความผิดฐานใดหรือไม่ และนายผอมจะอ้างเหตุว่าเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือกระทำโดยบันดาลโทสะได้หรือไม่
ธงคำตอบนายผอมใช้อาวุธปืนยิงในระยะ 2 เมตร ถูกนายอ้วนที่หน้าอก 3 นัด ถือว่ามีเจตนาฆ่านายอ้วน แต่นายอ้วนไม่ถึงแก่ความตาย นายผอมจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80การที่นายอ้วนไปพูดท้าทายและนายผอมออกไปพบนายอ้วนโดยพกอาวุธปืนสั้นไปด้วย แสดงว่านายผอมสมัครใจเข้าวิวาทและต่อสู้กับนายอ้วน เป็นการเข้าสู่ภัยโดยไม่มีกฎหมายให้อำนาจ แม้นายอ้วนชักมีดเพื่อจ้วงแทงก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในการทะเลาะวิวาทกัน นายผอมไม่มีสิทธิใช้อาวุธปืนยิงนายอ้วน โดยอ้างเหตุว่าเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68การที่นายอ้วนพูดท้าทายให้นายผอมออกไปชกต่อยกันตัวต่อตัว ยังมิใช่เป็นการข่มเหงนายผอมอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมต่อนายผอม และแม้นายอ้วนชักมีดเพื่อจ้วงแทงก็เนื่องมาจากการที่นายผอมสมัครใจเข้าวิวาทต่อสู้กับนายอ้วน จึงไม่อาจอ้างว่าเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72 (เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3089/2541 และ 4686/2545)

ข้อ 4. นายดำเป็นลูกจ้างมีหน้าที่รับและจ่ายเงินของห้างหุ้นส่วนจำกัดแดงก่อสร้าง ซึ่งมีนายแดงเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ นายเขียวลูกหนี้ของห้างฯ สั่งจ่ายเช็คของธนาคารแห่งหนึ่งให้แก่ห้างฯ เพื่อชำระหนี้ โดยนำเช็คไปมอบให้นายดำ นายดำเห็นว่านายแดงไม่อยู่ที่ห้างฯ จึงลงลายมือชื่อของนายดำด้านหลังเช็คแล้วนำตราของห้างฯประทับกำกับลายมือชื่อของนายดำ เพื่อให้พนักงานธนาคารหลงเชื่อว่าเป็นลายมือชื่อสลักหลังเช็คโดยผู้มีอำนาจกระทำการแทนห้างฯ และจะนำเช็คไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารในวันรุ่งขึ้น แต่ปรากฏว่านายดำป่วยจึงไม่ได้นำเช็คไปเรียกเก็บเงินตามที่ตั้งใจไว้ให้วินิจฉัยว่า นายดำมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาฐานใดหรือไม่
ธงคำตอบเช็คที่นายเขียวสั่งจ่ายเป็นเอกสารที่แท้จริง การที่นายดำลงลายมือชื่อและประทับตราของห้างฯด้านหลังเช็คเป็นการเติมข้อความลงในเช็คซึ่งเป็นเอกสารที่แท้จริงโดยไม่มีอำนาจ เมื่อได้กระทำโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นคือธนาคาร และกระทำโดยมีเจตนาเพื่อลวงให้พนักงานธนาคารหลงเชื่อว่าเป็นการลงลายมือชื่อสลักหลังโดยผู้มีอำนาจกระทำการแทนห้างฯ แม้นายดำยังไม่ได้นำเช็คไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารก็เป็นความผิดสำเร็จแล้ว นายดำจึงมีความผิดฐานปลอมเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264เช็คเป็นเอกสารที่เป็นหลักฐานแห่งการก่อสิทธิ จึงเป็นเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (9) นายดำจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265เช็คเป็นตั๋วเงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 898 นายดำจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 266 (4) ด้วย (เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2022/2531, 769/2540, 4073/2545)

ข้อ 5. นายแสบไม่พอใจนายรวยเจ้าหนี้เงินกู้ของตน จึงแอบเข้าไปลักทรัพย์ของนายรวยบริเวณแพริมน้ำซึ่งนายรวยใช้เป็นที่อยู่อาศัย ได้แหวนเพชรมาหนึ่งวง ในขณะที่นายแสบจะลงจากแพได้เหลือบไปเห็นเงาคนกำลังแอบดูตนอยู่ นายแสบเชื่อว่าเป็นนายรวยและจำตนได้ เพราะตรงบริเวณนั้นมีแสงสว่างจากดวงไฟ แม้จะเป็นคืนข้างแรมก็ตาม เมื่อนายแสบกลับถึงบ้านแล้ว จึงทราบว่าเป็นแหวนของตนเอง ที่จำนำไว้แก่นายรวย นายแสบรู้สึกโกรธและเกรงว่าจะถูกนายรวยแจ้งความ นำเจ้าพนักงานตำรวจมาจับกุมตน จึงได้นำอาวุธปืนไปดักซุ่มยิงนายรวยจนถึงแก่ความตายให้วินิจฉัยว่า นายแสบมีความผิดฐานใดหรือไม่
ธงคำตอบการกระทำของนายแสบไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 เพราะแหวนเพชรเป็นของนายแสบเอง มิได้เป็นของผู้อื่นหรือผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย ทั้งข้อเท็จจริงปรากฏว่าขณะที่นายแสบเอาแหวนนั้นไป นายแสบไม่ทราบว่าทรัพย์ที่เอาไปนั้นเป็นทรัพย์อันตนได้จำนำไว้กับนายรวยเจ้าหนี้ ทั้งมิได้เอาแหวนไปโดยเจตนาเพื่อให้เจ้าหนี้ของตนได้รับความเสียหาย การกระทำของนายแสบจึงไม่เป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 349 แต่การที่นายแสบเข้าไปเคหสถานของนายรวยในเวลากลางคืน โดยไม่มีเหตุอันสมควรเป็นความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 364 ประกอบกับมาตรา 365 (3) นายแสบใช้อาวุธปืนดักซุ่มยิงนายรวยในเวลาต่อมา โดยคิดทบทวนมาก่อนและเพื่อปกปิดการกระทำความผิดและเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้ นายแสบมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา 289 (4)และ 289 (7) อีกด้วย

ข้อ 6. นายชายหลงรักนางสาวหญิง แต่นางสาวหญิงไม่สนใจ คืนวันหนึ่งนายชายเดินผ่านหน้าบ้านนางสาวหญิงเห็นนางสาวหญิงอยู่บ้านคนเดียวจึงเข้าไปหาเพื่อจะลวนลาม นางสาวหญิงตกใจร้องเรียกให้คนช่วย นายชายจึงขู่ไม่ให้ร้อง มิฉะนั้นจะฆ่าให้ตาย นางสาวหญิงกลัวจึงหยุดร้องแต่ในขณะนั้นเองสร้อยข้อมือที่นางสาวหญิงใส่อยู่ขาดตกลงบนพื้น นายชายเห็นสร้อยข้อมือของนางสาวหญิงตก จึงก้มลงหยิบแล้วหลบหนีไปให้วินิจฉัยว่า นายชายมีความผิดฐานใดหรือไม่
ธงคำตอบการที่นายชายเข้าไปในบ้านของนางสาวหญิงเพื่อจะลวนลามนั้นเป็นการเข้าไปในเคหสถานของนางสาวหญิงโดยไม่มีเหตุอันควร ส่วนการขู่มิให้ร้อง มิฉะนั้นจะฆ่าให้ตายถือเป็นการขู่ว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย การกระทำของนายชายจึงเป็นการกระทำผิดฐานบุกรุกเข้าไปในเคหสถานของผู้อื่นโดยขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายในเวลากลางคืน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (1) (3) ประกอบมาตรา 364 (เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4066/2545) และการที่นายชายขู่ไม่ให้นางสาวหญิงร้องมิฉะนั้นจะฆ่าให้ตายนั้น ยังเป็นการขู่เข็ญให้นางสาวหญิงกลัวว่าจะเกิดอันตรายแก่ชีวิตจนนางสาวหญิงผู้ถูกข่มขืนใจจำยอมต้องหยุดร้องซึ่งเป็นความผิดต่อเสรีภาพตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคแรก แต่เนื่องจากการขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายของนายชายดังกล่าว มิได้ประสงค์ต่อทรัพย์ คือสร้อยข้อมือของนางสาวหญิง นายชายเพิ่งมีเจตนาทุจริตเมื่อเห็นสร้อยข้อมือขาดตกลงบนพื้นอันเป็นเจตนาที่เกิดขึ้นภายหลัง การที่นายชายเอาสร้อยข้อมือของนางสาวหญิงไปจึงไม่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ แต่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ในเคหสถานในเวลากลางคืน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (8) วรรคสอง

ข้อ 7. ในเดือนเมษายน 2547 นายก้องซึ่งเป็นข้าราชการให้นายเกียรติเพื่อนของตนกู้ยืมเงินจำนวน 100,000 บาท โดยไม่คิดดอกเบี้ย นายเกียรติตกลงชำระหนี้คืนภายในเดือนสิงหาคม 2547 และมอบสร้อยคอทองคำหนัก 5 บาท พร้อมพระเครื่องเลี่ยมทององค์หนึ่ง ให้นายก้องยึดถือไว้เป็นประกัน เมื่อหนี้ถึงกำหนดชำระ นายเกียรติไม่มีเงินชำระหนี้ จึงยกสร้อยคอทองคำพร้อมพระเครื่องเลี่ยมทองดังกล่าวให้แก่นายก้องแทนการชำระหนี้ นายก้องชอบพระเครื่ององค์ดังกล่าว จึงตกลงรับไว้ ต่อมาวันที่ 1 ตุลาคม 2547 นายก่อเพื่อนอีกคนหนึ่งของนายก้องมาขอซื้อพระเครื่ององค์ดังกล่าว จากนายก้องในราคา 1,500,000 บาท นายก้องจึงขายพระเครื่ององค์ดังกล่าวให้นายก่อไป ให้วินิจฉัยว่า นายก้องจะต้องนำเงินที่ได้รับจากการขายพระเครื่ององค์ดังกล่าวไปรวมคำนวณกับเงินเดือนเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษี 2547 หรือไม่ และจะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่
ธงคำตอบ นายก้องได้พระเครื่องเลี่ยมทองมาจากการที่นายเกียรติซึ่งเป็นเพื่อนนำมาชำระหนี้แทนเงิน จึงเป็นการได้มาโดยมิได้มุ่งในทางการค้าหรือหากำไร เมื่อขายพระเครื่ององค์ดังกล่าวไป เงินได้ที่ได้รับจึงเป็นเงินได้จากการขายสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยมิได้มุ่งในทางการค้าหรือหากำไร ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ประจำปีภาษี 2547 ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 42 (9) นายก้องมิได้มีอาชีพในการซื้อขายพระเครื่อง การที่นายก้องขายพระเครื่ององค์ดังกล่าวให้แก่นายก่อเพื่อนของตน จึงไม่ใช่เป็นการขายสินค้าในทางธุรกิจหรือวิชาชีพ นายก้องจึงไม่ใช่ผู้ประกอบการที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 77/1 (5) และมาตรา 77/2 (1) นายก้องจึงไม่ต้องนำเงินได้จากการขายพระเครื่ององค์ดังกล่าวไปเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อ 8. นายเรืองเป็นลูกจ้างของบริษัทรุ่งทรัพย์ จำกัด ทำงานตำแหน่งพนักงานบัญชี ณ สำนักงานใหญ่ ซึ่งตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานคร มาได้ 4 ปี ได้รับค่าจ้างเดือนละ 15,000 บาท ต่อมาบริษัทรุ่งทรัพย์ จำกัด สั่งให้นายเรืองไปทำงานในตำแหน่งเดิม ณ สำนักงานสาขา จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งเปิดทำการมากว่า 10 ปีแล้ว นายเรืองเห็นว่าต้องเดินทางไกลขึ้น จึงไม่ยอมไปทำงานที่สำนักงานสาขาตั้งแต่วันแรกที่รับคำสั่ง แต่ยังคงไปนั่งอยู่ที่ทำงานสำนักงานใหญ่ตลอดมา ต่อมาอีก 7 วัน บริษัทรุ่งทรัพย์ จำกัด จึงเลิกจ้างนายเรืองด้วยเหตุดังกล่าว ให้วินิจฉัยว่า คำสั่งของบริษัทรุ่งทรัพย์ จำกัด ที่ให้นายเรืองไปทำงานที่สำนักงานสาขา เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมหรือไม่ และบริษัทรุ่งทรัพย์ จำกัด ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่นายเรืองหรือไม่
ธงคำตอบบริษัทรุ่งทรัพย์ จำกัด มีสำนักงาน 2 แห่ง การที่บริษัทรุ่งทรัพย์ จำกัด นายจ้างมีคำสั่งให้นายเรือง ลูกจ้างไปทำงานในตำแหน่งเดิมที่สำนักงานสาขา อันเป็นสถานประกอบกิจการอีกแห่งหนึ่งที่มีอยู่ก่อนแล้วโดยไม่ปรากฏว่าบริษัทรุ่งทรัพย์ จำกัด ได้ออกคำสั่งโดยกลั่นแกล้งนายเรือง คำสั่งที่ให้นายเรืองไปทำงานที่สำนักงานสาขาจึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม นายเรืองมีหน้าที่ต้องไปทำงานที่สำนักงานสาขาตามคำสั่งของบริษัทรุ่งทรัพย์ จำกัด เมื่อนายเรืองไม่ไปทำงานที่สำนักงานสาขา แม้จะยังไปนั่งอยู่ที่ทำงานสำนักงานใหญ่ก็ถือได้ว่าเป็นการละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 3 วันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร บริษัทรุ่งทรัพย์ จำกัด จึงเลิกจ้างนายเรืองได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 (5) (เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 39/2545)

ข้อ 9. นายเดช ผู้ต้องหาคดีค้ายาเสพติดที่คดีขาดอายุความแล้ว ทราบข่าวจากหนังสือพิมพ์ว่า จะมีการใช้กฎหมายฟอกเงินตรวจสอบทรัพย์สินของตนที่ได้มาตั้งแต่เมื่อ 20 ปีก่อน จึงไปยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาว่า พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 หมวด 6 ในส่วนที่ให้พนักงานอัยการมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามความผิดมูลฐานตกเป็นของแผ่นดิน แม้การกระทำนั้นเกิดขึ้นก่อนวันที่กฎหมายมีผลใช้บังคับก็ตาม ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 32 เพราะเป็นกฎหมายอาญาที่มีผลย้อนหลังในทางที่เป็นโทษต่อบุคคล บทบัญญัติดังกล่าวจึงมีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ขอให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 198 ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาพิจารณาแล้วเห็นว่า บทบัญญัติดังกล่าวเป็นมาตรการทางแพ่ง ไม่ได้มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 32 จึงวินิจฉัยไม่ส่งเรื่องดังกล่าวไปยังศาลรัฐธรรมนูญ นายเดชยื่นหนังสือโต้แย้งว่าผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาต้องส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาทุกกรณี ไม่มีอำนาจใช้ดุลพินิจยุติเรื่อง ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาจึงเสนอเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 266 ขอให้วินิจฉัยว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภามีอำนาจใช้ดุลพินิจวินิจฉัยว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และไม่ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ได้หรือไม่ให้วินิจฉัยว่า (ก) ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภามีอำนาจที่จะไม่ส่งเรื่องตามคำร้องครั้งแรกของนายเดชไปยังศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ และ (ข) เมื่อนายเดชโต้แย้งและผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาได้เสนอเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 266 ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจรับคำร้องไว้พิจารณาหรือไม่ ธงคำตอบ(ก) ปัญหาว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภามีอำนาจที่จะไม่ส่งเรื่องตามคำร้องครั้งแรกของนายเดชไปยังศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่นั้น รัฐธรรมนูญ มาตรา 198 วรรคหนึ่ง ให้อำนาจผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ ในกรณีที่ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาเห็นว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายมีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาจึงมีอำนาจกลั่นกรองหรือใช้ดุลพินิจพิจารณาก่อนว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นมีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ ดังนั้น หากผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาพิจารณาในเบื้องต้นแล้วเห็นว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นไม่ได้มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ก็ย่อมมีอำนาจไม่ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญได้ (เทียบคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 20/2546) (ข) ส่วนปัญหาว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจรับคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาไว้พิจารณาหรือไม่นั้น ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาเป็นองค์กรที่จัดตั้งขึ้นโดยรัฐธรรมนูญ มาตรา 196 และกำหนดอำนาจหน้าที่ไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 197 และมาตรา 198 จึงเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ เมื่อมีปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 266 ได้ กรณีตามปัญหา ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาพิจารณาวินิจฉัยไปแล้วว่า พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2546 หมวด 6 ไม่ได้มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ จึงไม่ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย และนายเดชโต้แย้งว่าผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาไม่มีอำนาจเช่นนั้น ถือได้ว่าเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา เมื่อผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภามีคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยกรณีดังกล่าว จึงเป็นกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ขององค์กรตามรัฐธรรมนูญและเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นแล้วจริง ศาลรัฐธรรมนูญจึงต้องรับคำร้องไว้พิจารณาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 266

ข้อ 10. นางเยาว์เป็นเจ้าหน้าที่การเงิน จัดทำเช็คสั่งจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลแก่นางวัยข้าราชการในสังกัด โดยที่นางวัยเคยขอเบิกและได้รับเงินค่ารักษาพยาบาลจำนวนนี้ไปแล้ว แต่นางเยาว์จัดทำเช็คซ้ำโดยทุจริต นายยืนเป็นอธิบดีมีอำนาจลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเงินตามเช็ค ได้ปฏิบัติหน้าที่โดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเงินตามเช็คโดยไม่ตรวจสอบความถูกต้อง นางเยาว์นำเช็คไปเบิกเงินจากธนาคารกรุงสุโขทัย ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง พนักงานธนาคารปฏิบัติหน้าที่โดยประมาทเลินเล่อจ่ายเงินตามเช็คให้แก่นางเยาว์โดยไม่ตรวจบัตรประจำตัวประชาชน กระทรวงต้นสังกัดต้องการดำเนินคดีแก่นางเยาว์ นายยืน และธนาคารกรุงสุโขทัย ให้ชดใช้ค่าเสียหายให้วินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง
ธงคำตอบกระทรวงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 นางเยาว์กับนายยืนเป็นข้าราชการในสังกัดและเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ นางเยาว์ปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต จัดทำเช็คซ้ำและเบียดบังเอาเงินไป นายยืนปฏิบัติหน้าที่โดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงไม่ตรวจสอบความถูกต้องของเช็ค ทำให้กระทรวงได้รับความเสียหาย คดีสำหรับนางเยาว์และนายยืนเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามกฎหมายตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองแม้ธนาคารกรุงสุโขทัยจะเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่นิติสัมพันธ์ส่วนนี้เป็นการเบิกและถอนเงินตามเช็คอันเป็นความสัมพันธ์ทางแพ่งระหว่างธนาคารกับลูกค้า คดีสำหรับธนาคารไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม (คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ที่ 22/2546 และเทียบคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ที่ 20/2545)

ข้อสอบเก่าอาญา สมัย 56

สอบภาคหนึ่ง สมัยที่ 56 ปีการศึกษา 2546วันอาทิตย์ที่ 5 ตุลาคม 2546
ข้อ 1. นางดาวทำร้ายร่างกายนายเดือนจนได้รับอันตรายแก่กาย พันตำรวจโทเอกชัย พนักงานสอบสวน จึงจับกุมนางดาวเป็นผู้ต้องหาในข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย นางดาวกลัวจะติดคุกจึงขอให้ พันตำรวจโทเอกชัย พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบเจ้าของคดีช่วยเหลือตนโดยเสนอเงินให้ห้าแสนบาท เพื่อเป็นค่าทำพยานหลักฐานให้อ่อนช่วยนางดาวให้พ้นผิด ทำให้พันตำรวจโทเอกชัยโกรธจึงแกล้งเปลี่ยนข้อหาเป็นพยายามฆ่าผู้อื่นแล้วทำสำนวนมีความเห็นควรสั่งฟ้องเสนอพนักงานอัยการ ต่อมาพนักงานอัยการได้พิจารณาสำนวนแล้วเห็นว่าพยานหลักฐานไม่พอฟ้องให้ศาลลงโทษ จึงมีคำสั่งไม่ฟ้องนางดาว ให้วินิจฉัยว่า นางดาวและพันตำรวจโทเอกชัย มีความผิดฐานใดหรือไม่

ธงคำตอบ การที่นางดาว เสนอให้เงินจำนวนห้าแสนบาทแก่พันตำรวจโทเอกชัย พนักงานสอบสวนเจ้าของคดีเพื่อเป็นค่าทำพยานหลักฐานให้อ่อนเป็นการขอให้ทรัพย์สินแก่เจ้าพนักงานในตำแหน่งพนักงานสอบสวน เพื่อจูงใจให้กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ นางดาวจึงมีความผิดฐานให้สินบนเจ้าพนักงานในการยุติธรรม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 167 ส่วนที่พันตำรวจโทเอกชัยเปลี่ยนข้อหาการกระทำความผิดของนางดาวเป็นข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่น ซึ่งเป็นข้อหาที่นางดาวจะต้องรับโทษหนักขึ้น เป็นกรณีเจ้าพนักงานในตำแหน่งพนักงานสอบสวนกระทำการในตำแหน่งอันเป็นการมิชอบเพื่อจะแกล้งให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดต้องรับโทษหนักขึ้น พันตำรวจโทเอกชัย จึงมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานในการยุติธรรมกระทำการในตำแหน่งอันเป็นการมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 200 วรรคสอง

ข้อ 2. นายใหญ่ตระเตรียมวางแผนฆ่านายอ้วน โดยจะใช้อาวุธปืนสองกระบอกของตน แต่อาวุธปืนที่จะใช้ในการฆ่าได้ถูกคนร้ายลักไปก่อนโดยนายใหญ่ไม่ทราบ นายเล็กต้องการให้นายอ้วนตายเช่นกัน จึงแอบเอาอาวุธปืนของตนไปไว้ที่บ้านนายใหญ่โดยประสงค์ให้นายใหญ่ใช้ยิงนายอ้วนโดยนายเล็กไม่รู้ว่าอาวุธปืนกระบอกนั้นมีผู้แอบเอากระสุนออกจนหมดแล้ว นายน้อยต้องการให้นายอ้วนตายเช่นกัน จึงเอาอาวุธปืนของตนไปไว้ที่บ้านนายใหญ่โดยประสงค์ให้นายใหญ่ใช้ยิงนายอ้วน ต่อมานายใหญ่เห็นอาวุธปืนทั้งสองกระบอกของนายเล็กและนายน้อยวางอยู่ นายใหญ่เข้าใจว่าเป็นอาวุธปืนสองกระบอกของตน นายใหญ่ได้หยิบอาวุธปืนของนายเล็กและเมื่อพบนายอ้วนได้ใช้อาวุธปืนกระบอกนั้นจ้องเล็งจะยิงนายอ้วน ให้วินิจฉัยว่า นายใหญ่ นายเล็กและนายน้อยมีความผิดฐานใดหรือไม่
ธงคำตอบ การที่นายใหญ่ตระเตรียมวางแผนฆ่านายอ้วนเป็นการกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289 (4) (คำพิพากษาฎีกาที่ 1654/2532) เมื่อนายใหญ่เล็งปืนจ้องจะยิงนายอ้วนเป็นการลงมือกระทำความผิดแล้ว นายใหญ่จึงมีความผิดฐานพยายามฆ่านายอ้วน แต่เนื่องจากปืนกระบอกดังกล่าวนั้นไม่มีกระสุน การกระทำของนายใหญ่จึงไม่สามารถบรรลุผลอย่างแน่แท้ เพราะเหตุปัจจัยซึ่งใช้ในการกระทำ นายใหญ่จึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งเป็นไปไม่ได้อย่างแน่แท้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 81 (คำพิพากษาฎีกาที่ 980/2502) การที่นายเล็กแอบนำอาวุธปืนไปไว้ที่บ้านนายใหญ่ โดยประสงค์ให้นายใหญ่ใช้ยิงนายอ้วนและนายใหญ่ได้ใช้อาวุธปืนของนายเล็กยิงนายอ้วน เป็นการช่วยเหลือในการที่นายใหญ่กระทำความผิด แม้นายใหญ่จะมิได้รู้ถึงการช่วยเหลือนั้นก็ตาม นายเล็กย่อมเป็นผู้สนับสนุนในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งเป็นไปไม่ได้อย่างแน่แท้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 81 และมาตรา 86 ส่วนที่นายน้อยนำอาวุธปืนของตนไปไว้ที่บ้านของนายใหญ่ แม้นายน้อยมีเจตนาช่วยเหลือในการที่นายใหญ่กระทำความผิด แต่เมื่อนายใหญ่มิได้ใช้อาวุธปืนของนายน้อยยิงนายอ้วน นายใหญ่ไม่ได้ประโยชน์จากการช่วยเหลือของนายน้อย นายน้อยจึงไม่มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของนายใหญ่

ข้อ 3. นายชมว่าจ้างนายชิตให้ไปฆ่านายใส นายชิตตกลงทำตาม แต่ก่อนที่จะไปฆ่า นายชิตเกิดป่วยกะทันหัน นายชิตจึงไปว่าจ้างนายชื่นให้ไปฆ่านายใสแทนตน เมื่อนายชื่นจ้องเล็งปืนจะยิงนายใส นายชมเกิดสำนึกผิดจึงวิ่งเข้ามายังที่เกิดเหตุและปัดปืน ทำให้ปืนตกลงไปในน้ำ ให้วินิจฉัยว่า นายชื่น นายชิต นายชม ต้องรับผิดฐานใดหรือไม่
ธงคำตอบ นายชื่นรับจ้างนายชิตมาฆ่านายใส ถือว่ามีเจตนาฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เมื่อนายชื่นจ้องเล็งปืนจะยิงนายใสเป็นการลงมือกระทำความผิด อันเป็นการพยายามกระทำความผิด นายชื่นจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80 นายชิตว่าจ้างนายชื่นให้ไปฆ่านายใสแทนตนจึงเป็นผู้ใช้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84 เมื่อนายชื่นเล็งปืนจ้องจะยิงนายใสเป็นกรณีความผิดที่ใช้ได้กระทำลงแล้ว นายชิตต้องรับโทษเสมือนเป็นตัวการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 84 วรรคสอง นายชิตจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80 โดยเป็นผู้ใช้ตามมาตรา 84 นายชมว่าจ้างนายชิตให้ไปฆ่านายใส จึงเป็นผู้ใช้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84 เช่นเดียวกับนายชิตแม้นายชิตมิได้ลงมือฆ่าด้วยตนเอง แต่ไปใช้นายชื่นอีกต่อหนึ่ง ก็ถือได้ว่าการที่นายชื่นพยายามฆ่านายใสเป็นผลมาจากการว่าจ้างของนายชม นายชมจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80 โดยเป็นผู้ใช้ตามมาตรา 84 อย่างไรก็ตามนายชมได้เข้าปัดปืนทำให้ปืนตกลงไปในน้ำ ถือว่าการกระทำของนายชื่นกระทำไปไม่ตลอดเพราะการขัดขวางของนายชมซึ่งเป็นผู้ใช้ตามมาตรา 88 นายชมจึงรับโทษเพียงหนึ่งในสามของโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) เสมือนหนึ่งความผิดที่ใช้ยังมิได้กระทำลงตามมาตรา 84 วรรคสอง

ข้อ 4. นายแดงเป็นคนไทยอยู่ต่างประเทศทำหนังสือมอบอำนาจเป็นภาษาอังกฤษที่สถานทูตไทย ให้นายดำไปดำเนินการให้เช่าที่ดินของตนที่อยู่ในประเทศไทย แต่นายดำไม่สามารถหาผู้เช่าได้ มีแต่ผู้ต้องการซื้อ นายดำจึงได้ดำเนินการขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้นายเขียวโดยแปลหนังสือมอบอำนาจของนายแดงเป็นภาษาไทย โดยเพิ่มเติมข้อความในคำแปลว่า นายแดงมอบอำนาจให้นายดำดำเนินการขายที่ดินแปลงดังกล่าวได้ด้วย แล้วนำหนังสือมอบอำนาจฉบับภาษาอังกฤษและคำแปลภาษาไทยไปยื่นต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อขอจดทะเบียนนิติกรรมซื้อขาย เมื่อเจ้าพนักงานที่ดินสอบถาม นายดำก็ให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่า นายแดงมอบอำนาจให้นายดำให้เช่าหรือขายที่ดินแปลงดังกล่าวได้ เจ้าพนักงานที่ดินได้จดถ้อยคำดังกล่าวไว้เป็นหลักฐานและดำเนินการจดทะเบียนนิติกรรมซื้อขายที่ดินให้โดยให้นายดำลงลายมือชื่อในสัญญาซื้อขายด้วยจากนั้นนายดำได้ส่งเงินค่าขายที่ดินทั้งหมดให้นายแดงให้วินิจฉัยว่า นายดำมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาฐานใดหรือไม่
ธงคำตอบ นายดำเป็นผู้ทำคำแปลหนังสือมอบอำนาจภาษาไทยขึ้นเอง คำแปลดังกล่าวจึงเป็นเอกสารของนายดำ ผู้ที่อ่านเอกสารดังกล่าวไม่มีใครเข้าใจว่าเป็นเอกสารที่นายแดงทำขึ้น เอกสารดังกล่าวจึงไม่ใช่เอกสารปลอมทั้งฉบับหรือแต่ส่วนหนึ่งส่วนใด นายดำไม่ได้เติมหรือตัดทอนข้อความหรือแก้ไขด้วยประการใด ๆ ในหนังสือมอบอำนาจฉบับภาษาอังกฤษของนายแดง ซึ่งเป็นเอกสารที่แท้จริง ทั้งนายดำไม่ได้ประทับตราปลอมหรือลงลายมือชื่อปลอมในเอกสารใด ๆ นายดำจึงไม่มีความผิดฐานปลอมเอกสาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 การที่นายดำให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานที่ดินเป็นการแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จ โดยมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานว่านายแดงมอบอำนาจให้ขายที่ดินได้ เจ้าพนักงานที่ดินได้จดถ้อยคำดังกล่าวไว้และให้นายดำลงลายมือชื่อในสัญญาซื้อขาย บันทึกถ้อยคำของนายดำและหนังสือสัญญาซื้อขายเป็นเอกสารที่เจ้าพนักงานที่ดินได้ทำขึ้นในหน้าที่ จึงเป็นเอกสารราชการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐาน และการกระทำของนายดำดังกล่าวน่าจะเกิดความเสียหายแก่นายแดง นายดำจึงมีความผิดฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 และฐานแจ้งความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 (เทียบเคียงคำพิพากษาฎีกาที่ 4/2486)

ข้อ 5. ระหว่างที่นายกบกับนายเขียดเดินเล่นอยู่ในสวนจตุจักร นายกบเหลือบไปเห็นนายปลาทำนาฬิกาหล่นจึงรีบเดินเข้าไปเก็บ โดยนายเขียดไม่คาดคิดมาก่อนว่านายกบจะทำเช่นนั้น ส่วนนายปลาเมื่อเดินไปได้ไม่ไกลทราบว่านาฬิกาหล่นหายไปจึงเดินกลับมายังจุดที่นายกบและนายเขียดยืนอยู่ เมื่อนายกบเห็นนายปลาเดินกลับมาจึงได้ส่งนาฬิกาให้นายเขียดนำออกไปจากบริเวณนั้น เมื่อนายปลาเดินมาถึงสอบถามว่านายกบเห็นนาฬิกาหรือไม่ นายกบตอบว่าไม่เห็น แล้วมองตามหลังนายเขียดไป นายปลาเชื่อว่านายเขียดเอานาฬิกาไป จึงวิ่งตามไปร้องตะโกนว่า "ขโมย ๆ" นายเขียดจึงชกปากนายปลาอย่างแรงแล้วหนีไป ปรากฏว่านายปลาปากแตก ฟันหักสี่ซี่ ให้วินิจฉัยว่า นายกบและนายเขียดมีความผิดฐานใดบ้าง
ธงคำตอบ การที่นายปลาทำนาฬิกาหล่นหายแต่ได้ติดตามเอาทรัพย์คืนในทันที และนายกบก็ทราบดีว่านายปลากำลังติดตามหานาฬิกาอยู่ นาฬิกาจึงไม่เป็นทรัพย์สินหายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคสอง นาฬิกายังอยู่ในความครอบครองของนายปลาผู้เป็นเจ้าของ นายกบเอานาฬิกาของนายปลาไปโดยทุจริต จึงมีความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 สำหรับนายเขียดไม่เป็นตัวการในความผิดฐานลักทรัพย์ เพราะขณะที่นายกบเดินเข้าไปเก็บนาฬิกา นายเขียดไม่คาดคิดมาก่อนว่านายกบจะทำเช่นนั้น แต่การที่นายเขียดช่วยพาทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ออกไปจากที่เกิดเหตุ โดยได้ทราบถึงพฤติการณ์แห่งการกระทำของนายกบ นายเขียดจึงมีความผิดฐานรับของโจรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 (เทียบเคียงคำพิพากษาฎีกาที่ 704/2493) การที่นายเขียดทำร้ายนายปลา แม้จะกระทำเพื่อยึดถือเอานาฬิกานั้นไว้และเพื่อให้พ้นจากการจับกุม โดยไม่ขาดตอนจากการพานาฬิกาหลบหนีไป เป็นการรับของโจรแล้วทำร้าย มิใช่การลักทรัพย์โดยใช้กำลังประทุษร้าย จึงไม่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 ต่เมื่อนายปลาปากแตกและฟันหักถึงสี่ซี่ถือว่านายปลาได้รับอันตรายแก่กายแล้ว ดังนั้นนายเขียดจึงมีความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 อีกฐานหนึ่ง (เทียบเคียงคำพิพากษาฎีกาที่ 745/2515)

ข้อ 6. ขณะที่เด็กชายตุ๋ยอายุ 5 ปี กำลังวิ่งเล่นอยู่ที่สนามหญ้าในบริเวณรั้วบ้านของนางระเบียบซึ่งเป็นมารดา นายสังเวชซึ่งประสบภาวะการขาดทุนทางการค้าได้เข้าไปอุ้มเด็กชายตุ๋ยไปโดยเด็กชายตุ๋ยยอมไปด้วย จากนั้นนายสังเวชโทรศัพท์ไปถึงนางระเบียบมารดาของเด็กชายตุ๋ย ให้นำเงิน 500,000 บาทใส่ถุงกระดาษไปวางไว้ ณ โบสถ์แห่งหนึ่ง เมื่อได้รับเงินแล้วจะนำตัวเด็กชายตุ๋ยไปส่งคืน นางระเบียบจำเสียงนายสังเวชได้แต่ก็ตอบตกลงและนำเงินไปส่งมอบณ สถานที่นัดไว้ เมื่อได้ตัวเด็กชายตุ๋ยคืนมาแล้ว จึงนำเจ้าพนักงานตำรวจไปจับนายสังเวชได้พร้อมกับเงินของกลางให้วินิจฉัยว่า นายสังเวชมีความผิดฐานใดบ้าง
ธงคำตอบ การที่นายสังเวชเอาตัวเด็กชายตุ๋ยไป แล้วเรียกเงินจำนวน 500,000 บาท จากนางระเบียบผู้เป็นมารดา จึงจะส่งตัวเด็กชายตุ๋ยคืนให้ เงินดังกล่าวเป็นค่าไถ่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (13) นายสังเวชจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 313 วรรคหนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ขณะที่นายสังเวชเอาตัวเด็กชายตุ๋ยไปนั้น เด็กชายตุ๋ยอยู่ในความปกครองดูแลของมารดา แม้เด็กชายตุ๋ยจะยินยอมไปด้วยก็ตามแต่เป็นการพรากเด็กชายตุ๋ยไปจากผู้ใช้อำนาจปกครอง เมื่อเป็นการเอาตัวไปเพื่อเรียกค่าไถ่ จึงเป็นการพรากเด็กไปโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อหากำไร การกระทำของนายสังเวชเป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์ตามมาตรา 317 วรรคสามด้วย (เทียบเคียงคำพิพากษาฎีกาที่ 5554/2545) ขณะที่นายสังเวชพรากเด็กชายตุ๋ยไปนั้น นายสังเวชได้เข้าไปในบริเวณสนามหญ้าภายในบริเวณรั้วบ้านของนางระเบียบซึ่งเป็นเคหสถานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (4) โดยไม่มีเหตุอันสมควร นายสังเวชจึงมีความผิดฐานบุกรุกเคหสถานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 364 อีกฐานหนึ่งด้วย

ข้อ 7. บริษัทเอ จำกัด เป็นบริษัทจดทะเบียนในประเทศบราซิล ซึ่งไม่มีอนุสัญญาภาษีซ้อนกับประเทศไทย บริษัทเอ จำกัด ได้ตกลงรับจ้างซ่อมเครื่องจักรให้แก่บริษัทไทยแท้ จำกัด คิดค่าซ่อมและค่าวัสดุอุปกรณ์รวมเป็นเงินสิบล้านบาท สัญญาทำกันที่กรุงเทพมหานคร แต่การซ่อมกระทำกันที่ประเทศบราซิลทั้งหมด เมื่อซ่อมเสร็จและมีการส่งมอบเครื่องจักรแล้ว บริษัทไทยแท้ จำกัด ได้ชำระเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่บริษัทเอ จำกัด ต่อมาเจ้าพนักงานประเมินได้ออกหมายเรียกและตรวจสอบภาษีบริษัทไทยแท้ จำกัด แล้วเห็นว่าบริษัทไทยแท้ จำกัด มิได้หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในการชำระเงินให้แก่บริษัทเอ จำกัด จึงประเมินให้บริษัทไทยแท้ จำกัด ชำระภาษีเงินได้ หัก ณ ที่จ่าย พร้อมเงินเพิ่มบริษัทไทยแท้ จำกัด ไม่เห็นด้วยกับการประเมิน จึงอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาแล้ววินิจฉัยว่าการประเมินชอบแล้วให้ยกอุทธรณ์ ให้วินิจฉัยว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
ธงคำตอบ ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 70 บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย แต่ได้รับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) (3) (4) (5) หรือ (6) ที่จ่ายจากหรือในประเทศไทย ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นเสียภาษีโดยให้ผู้จ่ายเงินได้หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายตามอัตราภาษีเงินได้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล แล้วนำส่งอำเภอท้องที่พร้อมกับยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนดภายใน 7 วัน นับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้พึงประเมินนั้น ถ้าผู้จ่ายเงินได้มิได้หักและนำส่งหรือได้หักและนำส่งแล้วแต่ไม่ครบจำนวนที่ถูกต้อง ผู้จ่ายเงินได้ต้องรับผิดร่วมกับผู้มีเงินได้ในการเสียภาษีที่ต้องชำระตามจำนวนเงินภาษีที่มิได้หักและนำส่งหรือตามจำนวนที่ขาดไป แล้วแต่กรณี กรณีตามปัญหาสัญญาระหว่างบริษัทไทยแท้ จำกัด กับบริษัทเอ จำกัด เป็นสัญญาจ้างทำของ เมื่อสัญญาจ้างทำของเป็นสัญญาที่มุ่งถึงผลสำเร็จของงานเป็นสำคัญ การที่จะถือว่า บริษัทเอ จำกัด ประกอบกิจการในประเทศไทยหรือไม่จึงต้องพิจารณาจากสถานที่ที่ให้บริการเป็นสำคัญ มิใช่พิจารณาจากสถานที่ทำสัญญาเหมือนสัญญาซื้อขาย เมื่องานซ่อมเครื่องจักรทั้งหมดกระทำที่ประเทศบราซิล จึงไม่ถือว่าบริษัทเอ จำกัด ประกอบกิจการในประเทศไทย แม้การจ่ายเงินรายนี้จะเป็นการจ่ายจากในประเทศไทย แต่เนื่องจากเงินค่าซ่อมและค่าวัสดุอุปกรณ์ดังกล่าวเข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (7) แห่งประมวลรัษฎากร เพราะเป็นเงินได้จากการรับเหมาที่ผู้รับเหมาต้องลงทุนจัดหาสัมภาระในส่วนสำคัญนอกจากเครื่องมือ มิใช่เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) (3) (4) (5) หรือ (6) บริษัทเอ จำกัด จึงไม่ต้องเสียภาษีตามประมวลกฎรัษฎากรของไทย ฉะนั้น บริษัทไทยแท้ จำกัด ซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินได้จึงไม่มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่งตามมาตรา 70 ดังนั้น การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ข้อ 8. บริษัทเอมอิ่ม จำกัด ตกลงจ้างนางสาวสร้อยเป็นนักร้องประจำห้องอาหารค่าจ้างเดือนละ 15,000 บาท นางสาวสร้อยต้องตอกบัตรลงเวลาเริ่มทำงานและเลิกงาน หากไม่ตอกบัตรจะไม่ได้รับค่าจ้าง วันใดที่หยุดงานโดยไม่มีใบลาจะถูกตัดค่าจ้าง ระหว่างเวลาทำงานต้องอยู่ในสถานที่ทำงาน และต้องร้องเพลงตามที่หัวหน้าวงดนตรีกำหนดเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2546 บริษัทเอมอิ่ม จำกัด สั่งให้นางสาวสร้อยไปร้องเพลงในงานวันเกิดของลูกค้าคนสำคัญในต่างจังหวัด นางสาวสร้อยจึงออกเดินทางจากบ้านพักเวลา 15.00 นาฬิกา เพื่อไปให้ทันเวลาเริ่มงาน 18.00 นาฬิกา ระหว่างการเดินทาง รถประจำทางที่นางสาวสร้อยโดยสารแล่นผิดทางตกถนน นางสาวสร้อยถึงแก่ความตาย มารดานางสาวสร้อยยื่นคำร้องขอรับเงินทดแทน บริษัทเอมอิ่ม จำกัด โต้แย้งว่า มารดานางสาวสร้อยไม่มีสิทธิได้รับเงินทดแทนเพราะนางสาวสร้อยเป็นนักร้อง ไม่มีฐานะเป็นลูกจ้าง ทั้งประสบเหตุอันตรายโดยยังมิได้ลงมือทำงานให้แก่นายจ้างให้วินิจฉัยว่า นางสาวสร้อยมีฐานะเป็นลูกจ้างหรือไม่ และประสบอันตรายเนื่องจากการทำงานหรือไม่ และมารดานางสาวสร้อยจะมีสิทธิได้รับเงินทดแทนหรือไม่
ธงคำตอบ นางสาวสร้อยตกลงรับจ้างทำงานเป็นนักร้องประจำห้องอาหารให้แก่บริษัทเอมอิ่ม จำกัด โดยรับค่าจ้างเดือนละ15,000 บาท เมื่อนางสาวสร้อยต้องตอกบัตรลงเวลาเริ่มทำงานและเลิกงาน ต้องยื่นใบลาเมื่อหยุดงาน ต้องอยู่ในสถานที่ทำงาน และต้องร้องเพลงตามที่หัวหน้าวงดนตรีกำหนด แสดงว่านางสาวสร้อยต้องปฏิบัติตามคำสั่งและระเบียบและอยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของบริษัทเอมอิ่ม จำกัด นางสาวสร้อยจึงมีฐานะเป็นลูกจ้างของบริษัทเอมอิ่ม จำกัด (เทียบเคียงคำพิพากษาฎีกาที่ 3305/2545) นางสาวสร้อยซึ่งเป็นลูกจ้างออกเดินทางจากบ้านพักเพื่อไปร้องเพลงในงานวันเกิดของลูกค้าคนสำคัญในต่างจังหวัดตามคำสั่งของนายจ้าง และประสบอุบัติเหตุขณะเดินทาง แสดงว่าในวันดังกล่าวนางสาวสร้อยไม่ต้องเข้าไปทำงานที่ห้องอาหารของนายจ้าง แต่ต้องเดินทางไปทำงานยังสถานที่จัดงานวันเกิดของลูกค้าเพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งนายจ้างย่อมชี้ให้เห็นว่าลูกจ้างเริ่มลงมือทำงานแล้ว แม้จะยังไม่ถึงสถานที่ที่จะทำงานให้แก่นายจ้าง ก็ถือได้ว่านางสาวสร้อยประสบอันตรายเนื่องจากการทำงานให้แก่นายจ้าง ตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 มาตรา 5(เทียบเคียงคำพิพากษาฎีกาที่ 4919/2538) เมื่อนางสาวสร้อยประสบอันตรายจนถึงแก่ความตาย มารดาของนางสาวสร้อย จึงเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินทดแทนทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 มาตรา 20

ข้อ 9. ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลล่างทั้งสองว่านายเดชกระทำความผิดข้อหามีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 15 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2)ประกอบมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ลงโทษจำคุก 4 ปี ต่อมานายเดชยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้รื้อฟื้นคดีดังกล่าวขึ้นพิจารณาใหม่ อ้างว่ามีพยานหลักฐานที่ยังไม่เคยนำมาแสดงต่อศาล ในวันนัดไต่สวน นายเดชยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่าพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) ที่ว่าการมีไว้ในครอบครองซึ่งเมทแอมเฟตามีนจำนวนสิบห้าหน่วยการใช้ขึ้นไปให้ถือว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2540 มาตรา 33 วรรคหนึ่ง ที่ว่าในคดีอาญาต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่า ผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิดและในคำร้องยังกล่าวด้วยว่า ก่อนยื่นคำร้องประมาณ 1 เดือน นายเดชวิวาทกับผู้ต้องขังอื่น เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ลงโทษนายเดชโดยตีตรวนที่ข้อเท้าทั้งสองข้างเป็นเวลา 3 เดือน การกระทำของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ดังกล่าวเป็นการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของนายเดชตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 4 ขอให้ศาลชั้นต้นส่งความเห็นของนายเดชไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 264ให้วินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นต้องส่งความเห็นของนายเดชทั้งสองกรณีไปยังศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่
ธงคำตอบ การส่งความเห็นของคู่ความในคดีว่า บทบัญญัติใดของกฎหมายขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 264 นั้น มาตรา 264 วรรคหนึ่ง ตอนท้ายบัญญัติว่า ให้ศาลรอการพิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราว และมาตรา 264 วรรคสามบัญญัติว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้ใช้ได้ในคดีทั้งปวง แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุดแล้ว แสดงว่าคดีนั้นต้องยังไม่ถึงที่สุด กรณีตามปัญหา คดีเดิมที่ศาลต้องใช้พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 บังคับแก่คดีได้ถึงที่สุดไปแล้ว แม้นายเดชจะยื่นคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ แต่ตราบใดที่ศาลยังมิได้มีคำสั่งอนุญาตต้องถือว่าคดีดังกล่าวยังคงเป็นคดีถึงที่สุดอยู่ ความเห็นของนายเดชที่ว่าพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 33 วรรคหนึ่ง จึงไม่ต้องด้วยมาตรา 264 ศาลชั้นต้นไม่ต้องส่งความเห็นของนายเดชดังกล่าวไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ 263/2543) ส่วนที่นายเดชมีความเห็นว่า การที่เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ลงโทษนายเดชโดยตีตรวนที่ข้อเท้าทั้งสองข้างเป็นเวลา3 เดือน เป็นการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของนายเดช ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 4 นั้น มิใช่ข้อโต้แย้งว่าบทบัญญัติใดของกฎหมายต้องด้วยมาตรา 6 กล่าวคือ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ แต่เป็นข้อโต้แย้งว่า การกระทำของบุคคลขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญจึงไม่ต้องด้วยมาตรา 264 ศาลชั้นต้นไม่ต้องส่งความเห็นของนายเดชดังกล่าวไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยเช่นกัน (เทียบคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 2/2543)

ข้อ 10. นายสิงห์ได้รับมอบหมายจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ให้ไปตรวจสอบสภาพอาคารของนายกันย์ จึงนำร้อยตำรวจเอกตุลย์ไปยังอาคารดังกล่าว นายกันย์ชกต่อยต่อสู้ขัดขวางไม่ให้บุคคลทั้งสองเข้าไปภายในอาคาร ต่อมาเจ้าพนักงานท้องถิ่นพบว่านายกันย์ก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นและถึงแม้นายกันย์จะยื่นขออนุญาต แบบแปลนที่ยื่นขออนุญาตนั้นเจ้าพนักงานท้องถิ่นก็ไม่อาจอนุญาตให้ก่อสร้างได้ จึงมีคำสั่งให้รื้อถอนอาคาร แต่นายกันย์เพิกเฉยไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง เจ้าพนักงานท้องถิ่นเห็นว่าไม่มีวิธีบังคับอื่นใดนอกจากขอให้ศาลมีคำสั่งจับกุมและกักขังนายกันย์ ส่วนร้อยตำรวจเอกตุลย์ ตั้งข้อหานายกันย์ฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน ต้องการหมายจับของศาลเพื่อจับกุมนายกันย์มาดำเนินคดีให้วินิจฉัยว่า เจ้าพนักงานท้องถิ่นและร้อยตำรวจเอกตุลย์ ต้องยื่นคำร้องต่อศาลใดเพื่อขอให้มีคำสั่งจับกุมกักขังและออกหมายจับ
ธงคำตอบ การที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีคำสั่งให้นายกันย์รื้อถอนอาคารเป็นคำสั่งทางปกครอง ดังนั้น การที่จะขอให้ศาลมีคำสั่งจับกุมและกักขังบุคคลตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 43 วรรคหนึ่ง (1) จึงเป็นมาตรการบังคับเพื่อให้บุคคลปฏิบัติตามคำสั่งทางปกครอง ถือเป็นกรณีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9 เจ้าพนักงานท้องถิ่นจึงต้องยื่นคำร้องต่อศาลปกครอง (เทียบคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ 16/2545) ส่วนการที่ร้อยตำรวจเอกตุลย์ยื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายจับในคดีอาญานั้น เป็นขั้นตอนการดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เพื่อนำไปสู่การลงโทษผู้กระทำความผิดทางอาญา ซึ่งไม่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำทางปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9ศาลที่มีอำนาจออกหมายจับคือศาลยุติธรรม ร้อยตำรวจเอกตุลย์จึงต้องยื่นคำร้องต่อศาลยุติธรรม (เทียบคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ (6/2545)
Custom Search